เรื่องร้ายกลายเป็นดี

ชื่อเรื่อง เรื่องร้ายกลายเป็นดี

          วันหนึ่ง ณ งานแพทย์แผนไทย วันนั้นมีคนไข้มานวดแผนไทยในช่วงเช้าจำนวนมาก และประกอบกับเจ้าหน้าที่มีเพียง 1 คนเท่านั้น ทำให้เจ้าหน้าที่ทำงานไม่ทัน มีลุงคนหนึ่งต้องการนวดแผนไทย เนื่องจากแกมีอาการปวดบริเวณหลัง จะนวดวันนี้ให้ได้ ขณะนั้นเจ้าหน้าที่กำลังให้บริการนวดให้กับคนไข้รายหนึ่งอยู่ จึงได้บอกกับลุงว่า “ลุงค่ะ วันนี้นวดให้ไม่ทันแล้วนะค่ะ เพราะว่ามันหมดเวลาแล้วค่ะลุง”  ลุงมีท่าทางไม่พอใจเป็นอย่างมาก เจ้าหน้าที่จึงบอกว่า “เดี๋ยวจะเขียนบัตรนัดนวดแผนไทยให้ลุงมาวันถัดไปนะค่ะ มาครั้งต่อไปจะได้นวดเลย ไม่ต้องพบแพทย์แล้วนะค่ะ”  ลุงก้อมีท่าทางไม่พอใจอีก และพูดออกมาว่า “ไม่นวดก้อไม่นวด” หลังจากนั้นลุงก้อเดินออกไปจากห้องแผนไทย ไปพูดกับคนไข้บริเวณหน้าห้องกายภาพบำบัดว่า “หมอไม่ยอมนวดให้ จะฟ้องให้ออกซะเลย” เจ้าหน้าที่แผนไทยก้อกำลังนวดให้คนไข้อยู่ รู้สึกกังวล โมโหและรู้สึกแย่มากในคำพูดของลุง แต่ก้อไม่ได้แสดงอาการออกไป เนื่องจากลุงไม่ค่อยเข้าใจความจำเป็นของเจ้าหน้าที่เลยที่ต้องเลื่อนนัด แล้วออกไปโวยวายเป็นการใหญ่ โชคดีที่พี่ก้อยนักกายภาพบำบัดช่วยพูดกับลุงให้ทราบถึงความจำเป็นที่ต้องนัดมานวดในวันหลัง  ลุงแกก้อมีอาการโวยวายที่ลดลง พี่ก้อยจึงให้แกไปทำกายภาพบำบัดก่อน เนื่องจากแกเป็นคนไข้กายภาพบำบัดด้วย ก่อนแกจะกลับพี่ก้อยก็มาขอวันนัดนวดแผนไทยให้ลุง

หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่แผนไทย รู้สึกเครียดมาก จึงไปแจ้งพี่เก๋(หัวหน้า)แล้วเล่าเรื่องให้พี่เก๋ทราบ  จึงรู้สึกคลายความเครียดไปได้ เพราะไม่เคยเจอเหตุการณ์แบบนี้

จนมาถึงวันที่นัดลุงมานวดวันแรก ลุงก็มาตามวันที่นัดนวดแผนไทย ก็ทำการรักษาตามปกติ ลุงไม่ค่อยพูดเลยวันนี้ เจ้าหน้าที่คิดในใจ หลังจากนวดเสร็จ เจ้าหน้าที่จึงนัดมานวดแผนไทย มาถึงครั้งที่สองที่ลุงมานวดลุงมีสีหน้าที่ดูยิ้มแย้มขึ้น และถือขนมติดไม้ติดมือมาฝาก ลุงบอกว่า”อาการดีขึ้นเยอะเลย แต่ยังไม่หายขาดเลยหมอ” หลังจากนวดครั้งนี้ก็นัดมานวดครั้งต่อไปอีก ทุกๆ ครั้ง ลุงก้อมีขนมมาฝากทุกครั้ง เพราะอาการแกดีขึ้นเรื่อยๆ เจ้าหน้าที่ก้อรู้สึกทั้งดีใจและโล่งใจมากที่เหตุการณ์นี้ผ่านไปได้ด้วยดี เพราะต้องใช้ความอดทนเป็นอย่างมาก และลุงมีอาการดีขึ้น  สบายใจกันทั้งสองฝ่ายค่ะ

 

ชื่อผู้นำเสนอผลงาน น.ส.นพมาศ  ยอดเพชร

งานแพทย์แผนไทย รพ.ชาติตระการ

โพสท์ใน คลังเรื่องเล่า | แสดงความเห็น

“พิการหรือไม่พิการอยู่ที่ใคร”

“พิการหรือไม่พิการอยู่ที่ใคร”

                นับตั้งแต่ข้าพเจ้าได้มาทำงานที่โรงพยาบาลชาติตระการ รวมระยะเวลาแล้วประมาณ 7 เดือน ข้าพเจ้าได้รักษาผู้ป่วยประเภทต่างๆมากพอสมควร เรื่อง  “พิการหรือไม่พิการอยู่ที่ใคร” นั้น เป็นเรื่องของผู้ป่วยคนหนึ่งที่มีภาวะเส้นเลือดในสมองแตก  ทำให้แขนขาและลำตัวซีกขวาอ่อนแรง ร่วมกับมีอาการซึม มึนงง พูดไม่ชัด ถูกส่งตัวกลับมาจากโรงพยาบาลพุทธชินราช ส่งปรึกษานักกายภาพบำบัดจากตึกผู้ป่วยในเมื่อวันที่  9   พฤศจิกายน  2555  เพื่อรับการรักษาฟื้นฟูสมรรถภาพ  หลังจากข้าพเจ้าได้รับใบส่งปรึกษานักกายภาพบำบัด  ในช่วงบ่ายของวันเดียวกันนั้น ข้าพเจ้าได้ขึ้นไปทำการรักษาฟื้นฟูผู้ป่วยตามหลักวิชาชีพกายภาพบำบัด หลังจากการรักษาฟื้นฟูผู้ป่วยสามารถทำตามคำสั่งได้บ้าง นั่งทรงตัวได้โดยมีคนพยุง 1 คน นั่งรถเข็นนั่งได้  ข้าพเจ้าได้สังเกตเห็นว่าภรรยาและลูกสาวของผู้ป่วยรู้สึกเป็นกังวลกับอาการของผู้ป่วยมาก ไม่รู้จะทำอย่างไร ไม่รู้จะช่วยผู้ป่วยอย่างไร โดยเฉพาะภรรยาที่ต้องรับภาระทางบ้านมากขึ้นและยังต้องดูแลคนหนึ่งคนที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกเห็นใจและพยายามพูดคุยให้ความรู้เกี่ยวกับโรคที่ผู้ป่วยเป็น ให้กำลังใจพร้อมทั้งแนะนำวิธีการดูแลและรักษาฟื้นฟูผู้ป่วยต่อเนื่องที่บ้าน   ทั้งสองคนแม่ ลูก    ก็รับปากว่าจะทำตามคำแนะนำของข้าพเจ้าอย่างเต็มความสามารถ  ถ้ามันจะทำให้สามีและพ่อของเขากลับมาช่วยเหลือตัวเองได้ใกล้เคียงกับคนปกติมากที่สุดอีกครั้ง หลังจากนั้นอีกประมาณ 2 วัน ผู้ป่วยกลับไปรักษาตัวต่อที่บ้าน  ข้าพเจ้าก็ได้แต่หวังว่าอาการของผู้ป่วยจะดีขึ้นในเร็ววัน  แต่แล้วสิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้นจนได้  เช้าของวันที่ 14 พฤศจิกายน 2555 พี่ผู้ช่วยพยาบาลนำใบส่งปรึกษากายภาพบำบัดมาให้ที่แผนก        ดูแล้วเป็นผู้ป่วยที่ถูกส่งตัวกลับจากโรงพยาบาลพุทธชินราช  ด้วยอาการ Aspirate Pneumonia ร่วมกับ       Old CVA เหลือบไปมองชื่อ “เป็นลุงสมศักดิ์นั่นเอง อาการแย่ลงกว่าเดิมอีก”  บ่ายวันนั้นข้าพเจ้าก็ได้ขึ้นไปทำการรักษาฟื้นฟูผู้ป่วย ดูแล้วอาการหนักพอสมควร แขนขาสองข้างอ่อนแรงเกือบสมบูรณ์ ปอดอักเสบร่วมด้วย ข้าพเจ้าคิดในใจ “ลุงจะเดินได้ไหมเนี้ย”   แต่แล้วปาฏิหาริย์ก็มีจริงค่ะ

ในวันที่  25  ธันวาคม  2555    ข้าพเจ้าได้ออกเยี่ยมบ้านกายภาพบำบัดในเขตโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลชาติตระการ ร่วมกับเจ้าหน้าที่รพสต.และ อสม.  บ้านหลังแรกที่ไปเยี่ยมคือ บ้านลุงสมศักดิ์ หลังจากที่ข้าพเจ้าเดินลงรถพร้อมกับเจ้าหน้าที่รพสต. มีเพื่อนบ้านที่อยู่ในระแวกนั้นมาให้การต้อนรับมากมาย(อยากรู้ว่าหมอมาทำไม) เดินเข้าซอยไปก็เห็นผู้ชายคนหนึ่งยืนหันหลังผิงไฟอยู่กับเพื่อนบ้าน พอชายผู้นั้นหันหน้ามา ข้าพเจ้ารู้สึกตกใจและ ดีใจไปพร้อมๆกัน ลุงสมศักดิ์เดินได้ แถมยังเดินได้เองโดยไม่ใช้เครื่องช่วยเดินเลยด้วย ข้าพเจ้าคิดในใจ “เป็นไปได้ยังไงกัน ระยะเวลาแค่ 1 เดือนกว่าๆ ลุงเดินได้ แถมยังเดินได้ดีอีกด้วย”  ในขณะที่ข้าพเจ้ากำลังยืนนิ่งอยู่นั้น ป้าซึ่งเป็นภรรยาของคุณลุงเดินออกจากข้างในตัวบ้านมาจับมือข้าพเจ้าและบอกว่า “หมอ..ป้าทำตามที่หมอเคยบอกที่โรงพยาบาล บริหารให้ลุงทุกวัน กินยาตามที่หมอสั่งตลอด ไม่มีขาดเลยหมอ”  ป้าพูดพร้อมกับใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม และลุงสมศักดิ์ก็พูดขึ้นว่า “ ลงขอบใจหมอทุกๆคนหลายๆที่ช่วยให้ลุงเดินได้อีกครั้ง ขอบใจหลายๆครับหมอ”   ทั้งที่ยังพูดไม่ค่อยจะชัดสักเท่าไหร่  ลุงก็พยายามที่จะพูดด้วยรอยยิ้ม

คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของผู้ป่วยนั้น เป็นสิ่งหนึ่งที่ช่วยยืนยันความสำเร็จในการดูแลผู้ป่วยอย่างเป็นทีมสหวิชาชีพ แต่ถึงมีทุกคนในทีมสหวิชาชีพแล้ว ก็คงยังไม่เพียงพอที่จะทำให้ผู้ป่วยไม่กลายเป็นผู้พิการได้ ถ้าไม่มีภรรยาและญาติๆ ผู้คอยดูแลเอาใจใส่ผู้ป่วยอย่างใกล้ชิด ผู้ป่วยจะพิการหรือไม่พิการนั้น ขึ้นอยู่กับทุกคนไม่ใช่ใครคนใดคนหนึ่ง ข้าพเจ้าไม่ใช่ผู้รักษาให้ผู้ป่วยหายขาดจากความพิการ ข้าพเจ้าเป็นเพียง ผู้ชี้ทางให้กับผู้ป่วยเท่านั้น…

 

นางสาวสุพัตรา   ปันใจ

(งานกายภาพบำบัด)

โพสท์ใน คลังเรื่องเล่า | แสดงความเห็น

ชื่อเรื่อง ร่วมด้วยช่วยกันดูแลผู้ป่วยความดันโลหิตสูง

ชื่อเรื่อง ร่วมด้วยช่วยกันดูแลผู้ป่วยความดันโลหิตสูง

          “ความดันลุงเทียน 200/80 อีกแล้ว มาทุกรอบทำไมเป็นอย่างนี้คะ” ฉันในฐานะเภสัชกรประจำคลินิกความดันโลหิตสูงเห็นแล้วเศร้าใจ “หนูทำงานที่คลินิกนี่กว่า 3 เดือนแล้ว ความดันลุงไม่เคยต่ำกว่านี้เลย”

และแล้วคำตอบก็ปรากฏ “เมื่อก่อนลุงกินยาลดความดันเริ่มกินใหม่ ๆ กินแล้ววิงเวียนศีรษะมากกว่าเดิม เลยกินบ้างไม่กินบ้าง” เมื่อดูยาโรคประจำของลุงเทียนพบว่า ยาความดันของลุงทั้งหมดมีอยู่ 11 อย่าง แล้วอันไหนจะทำให้ลุงเวียนศีรษะ ฉันไม่รู้จริง ๆ ว่า ยาตัวไหน

ตั้งแต่ปี 2553 เป็นต้นมา ลุงเทียนมาโรงพยาบาลทุกครั้ง ความดันแรกรับไม่เคยต่ากว่า 200/80 มิลลิเมตรปรอท แพทย์ก็เพิ่มยาลดความดันให้ทุกครั้ง จาก 1 อย่างเพิ่มเรื่อย ๆ จนถึง 5 อย่าง ลุงเทียนก็กินพร้อมกันตามหมอบอกหมด ปรากฏว่า ยิ่งเวียนศีรษะ มือเท้าไม่มีแรง หน้ามือตาลายเป็นลม เลยกินเฉพาะตอนปวดหัวมาก ๆ พอแล้ว มาโรงพยาบาลทีไรความดันก็สูง หมอก็เพิ่มยาให้อีกเรื่อย ๆ สุดท้ายยาความดันของลุงทั้งหมดมีอยู่ 11 อย่าง เมื่อเจอเภสัชกรที่คลินิกลุงเทียนแจ้งว่ายิ่งกินยิ่งเวียน วิธีกินก็หลากหลาย จายาก ลุงเลยกินบ้างไม่กินบ้าง บางอันเป็นยาอมใต้ลิ้น อมเวลาเจ็บหน้าอก ลุงก็เอาไปอมเวลาแก้คันคอแทน

ทางคลินิกความดันโลหิตสูงจึงมีโครงการทา self care ในกลุ่มผู้ป่วยที่ไม่สามารถควบคุมระดับความดันโลหิตได้ โดยเสริมพลังให้ผู้ป่วยและครอบครัวร่วมกันในการดูแล

 

ภายหลังมีอาการเจ็บหน้าอกข้างซ้ายร้าวมาแขนซ้าย มีอาการขณะออกแรงทางานนานประมาณ 30 นาที หมอแนะนาให้ไปเดินสายพานที่โรงพยาบาลพุทธชินราช ลุงเทียนไม่ไปเพราะไม่มีเงิน จะบอกหมอว่าไม่กินยาก็กลัวโดนดุ เลยต้องโกหกไปทุกครั้งว่ากินยา ตั้งแต่ปี 2553 เป็นต้นมา ลุงเทียนมาโรงพยาบาลทุกครั้ง ความดันแรกรับไม่เคยต่ากว่า 200/80 มิลลิเมตรปรอท แพทย์ก็เพิ่มยาลดความดันให้ทุกครั้ง จาก 1 อย่างเพิ่มเรื่อย ๆ จนถึง 5 อย่าง ลุงเทียนก็กินพร้อมกันตามหมอบอกหมด ปรากฏว่า ยิ่งเวียนศีรษะ มือเท้าไม่มีแรง หน้ามือตาลายเป็นลม เลยกินเฉพาะตอนปวดหัวมาก ๆ พอแล้ว มาโรงพยาบาลทีไรความดันก็สูง หมอก็เพิ่มยาให้อีกเรื่อย ๆ สุดท้ายยาความดันของลุงทั้งหมดมีอยู่ 11 อย่าง เมื่อเจอเภสัชกรที่คลินิกลุงเทียนแจ้งว่ายิ่งกินยิ่งเวียน วิธีกินก็หลากหลาย จายาก ลุงเลยกินบ้างไม่กินบ้าง บางอันเป็นยาอมใต้ลิ้น อมเวลาเจ็บหน้าอก ลุงก็เอาไปอมเวลาแก้คันคอแทน เภสัชกรจึงปรึกษาแพทย์ให้ปรับยาลดความดันให้ ซึ่งอาการเวียนศีรษะของลุงสามารถระบุได้อย่างชัดเจนว่าเกิดจากอาการไม่พึงประสงค์จากการใช้ยาหรือเกิดจากไม่ร่วมมือในการใช้ยา ปรับกันไปประมาณเกือบ 10 ครั้ง ก็ยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาเวียนศีรษะของลุงได้ แพทย์ให้ลุงเทียนนอนโรงพยาบาลเพื่อปรับยา ลุงเทียนไม่เอาห่วงบ้าง ไม่กินยาไม่เห็นเป็นอะไรเลย ต่อให้ความดันสูง (200/100 มิลลิเมตรปรอท) ลุงก็อยู่ได้

พยาบาลประจาคลินิก เภสัชกร และเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพส่วนตาบล จึงออกเยี่ยมบ้าน พบลุงเทียน ภรรยา และลูกชาย เมื่อวัดความดันโลหิตพบว่าความดัน 200/100 มิลลิเมตรปรอท มียาโรคประจาตัวลุงเทียนเหลือ ไม่ได้กินเลยสภาพยังเหมือนที่ออกจากโรงพยาบาล จะแก้ปัญหาอย่างไรให้ลุงเทียน ทางทีมจึงปรับยาลดความดันให้ โดยให้ยาน้อยที่สุดเท่าที่จาเป็นเริ่มจาก 1 ตัว และให้ลุงชายลุงเทียนวัดความดันโลหิตเช้าและเย็นทุกวัน ดูแลการรับประทานยาของผู้ป่วยให้สม่าเสมอ หลีกเลี่ยงอาหารรสเค็ม และออกกาลังกายเบา ๆ ที่บ้าน หากพบว่าความดันโลหิตสูงกว่า 160/90 มิลลิเมตรปรอท ให้มาโรงพยาบาล ภายหลังลุงเทียนทาตามที่แนะนาเริ่มจากกินยาลดความดันเพียง 1 อย่าง กินอย่างสม่าเสมอ ไม่มีเวียนศีรษะอีก ภายหลังมาโรงพยาบาลแพทย์ปรับยาลดความดัน โดยใช้ยาน้อยที่สุดและมีวิธีรับประทานที่ไม่ยุ่งยาก พบว่าความดันของลุงเทียนสามารถคุมได้เพียงกินยาลดความดันเพียง 3 ชนิด

 

ชื่อผู้นำเสนอผลงาน ภญ.พนารัตน์ บูรณะชนอาภา

ชื่อหน่วยงาน โรงพยาบาลชาติตระการ อำเภอ ชาติตระการ จังหวัด พิษณุโลก

โพสท์ใน คลังเรื่องเล่า | แสดงความเห็น

อิ่มใจ ได้บุญ

 อิ่มใจ ได้บุญ

     เช้าวันหนึ่งเป็นเช้าวันพฤหัสบดีซึ่งในฝ่ายส่งเสริมก็มีคลินิกวางแผนครอบครัว ข้าพเจ้าก็นั่งให้บริการอยู่ในคลินิก ส่วนที่หน้าห้องก็จะมีเก้าอี้ไว้ให้คนไข้นั่งรอรับบริการที่คลินิกเบาหวานเพื่อรอรับบริการเจาะเลือดซึ่งเป็นคลินิกที่มีคนไข้เยอะและช่วงเช้าก็จะมีความวุ่นวายมาก ข้าพเจ้าก็สังเกตุเห็นป้าคนหนึ่งนั่งอยู่บนรถเข็น ส่วนลูกชายของป้านั้นก็ก้มหน้าก้มตาค้นหาอะไรบางอย่างในกระเป๋า  สักพักลูกชายของป้าก็พูดอะไรบางอย่างกับป้าทำให้สีหน้าของป้าผิดหวัง สีหน้าซีดเซียว และกำลังจะร้องไห้ ข้าพเจ้าจึงเข้าไปถามป้าว่าเป็นอะไร ป้าตอบว่า ป้ายังไม่ได้กินข้าวลูกชายของป้าลืมเอากระเป๋าสตางค์มา ทำให้ไม่มีเงินซื้อข้าวกิน ลูกชายป้าจึงเอ่ยขอยืมเงินไปซื้อข้าวให้ป้ากินบ้าง ข้าพเจ้าด้วยความสงสารจึงให้เงินป้าไป 40 บาท และย้อนถามป้าว่าเงินพอซื้อข้าวกินไหม   ป้าและลูกชายจึงตอบพร้อมกันว่า พอแล้วหนูและขอบคุณในน้ำใจมาก พอวันรุ่งขึ้นมาลูกชายป้าก็นำเงินมาใช้คืนให้ แต่ข้าพเจ้าก็ไม่รับเงินคืน ถึงแม้ว่าเงินมันจะไม่เยอะแต่ก็ทำให้เราได้ช่วยเหลือผู้อื่นก็เป็นสุขแล้ว

 

นำเสนอโดย กลุ่มงานส่งเสริม

โพสท์ใน คลังเรื่องเล่า | แสดงความเห็น

เพราะ……รัก

เพราะ……รัก

            วันนี้เป็นอีกวันที่ดิฉันรู้สึกประทับใจมากคือวันนี้เป็นวันอังคารเวลาประมาณ 10.00 น. มีผู้ป่วยชายอายุประมาณ 45 ปี มานอนโรงพยาบาลด้วยอาการติดเชื้อในสมอง ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้เลยมีแต่ภรรยาตัวเล็กๆที่คอยช่วยเหลือดูแลผู้ป่วยทุกอย่าง ทำทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นอาบน้ำให้เปลี่ยนเสื้อผ้า,เปลี่ยนผ้าปูที่นอนใหม่ให้ทุกวันและคอยเก็บเปลี่ยนถุงปัสสาวะเมื่อผู้ป่วยถ่ายปัสสาวะทุกครั้ง ภรรยาปฏิบัติได้เป็นอย่างดีทุกอย่าง ทำทุกอย่างให้เหมือนตอนที่ผู้ป่วยยังช่วยเหลือตัวเองได้ ไม่เคยคิดท้อถอยต่อความยากลำบากในการดูแลผู้ป่วยเลย และผู้ป่วยเป็นผู้ชายที่มีรูปร่างค่อนข้างสูงใหญ่กว่าจะทำกิจวัตรประจำวันเสร็จก็เล่นเอาเหงื่อตกกันเลยทีเดียว บางวันภรรยาต้องออกไปทำงานแต่เขาก็จะต้องรีบกลับเพราะกลัวว่าจะไม่มีใครคอยดูแลผู้ป่วยได้ดีอย่างเธอ หลังจากกลับมาเธอจะดูแลสามีเหมือนทุกๆวัน เธอไม่เคยทำเหมือนว่าวันนี้เหนื่อยไม่ทำดีกว่าแต่เธอกลับทำอย่างนั้นทุกๆวันแม้จะเหนื่อยสักแค่ไหน        วันนั้นหนูถามเธอว่าเหนื่อยบ้างไหมที่ต้องทำแบบนี้ทุกๆวันมาเป็นระยะเวลากว่า 3 ปี แล้วเชื่อไหมว่าคำตอบที่ดิฉันได้ยินมันทำให้ดิฉันรู้สึกประทับใจมาก         เธอบอกกับดิฉันว่า เธอเหนื่อยมากเหมือนกันแต่ความรักที่เขามีให้กับสามีมันมากกว่าคำว่าเหนื่อยซะอีก     เธอบอกว่าตอนที่สามีปกติเขาดีกับเธอมากคอยดูแลเอาใจใส่ทุกอย่าง แต่ไม่น่าเชื่อว่าเรื่องแบบนี้จะเกิดขึ้นกับเขาได้ แต่เราก็ต้องยอมรับมันและจะคอยดูแลเขาให้ดีที่สุด คำตอบของเธอมันมีทั้งความรัก ความผูกพัน ความเป็นห่วง หลังจากที่ดิฉันได้ยินเรื่องนี้มันกลับทำให้เราคิดว่าเมื่อเราทำความดี คิดดี พูดดี เราก็จำได้สิ่งที่ดีๆ กลับมาหาเราเสมอ ความดีที่เราทำไม่มีวันตาย มีแต่คนที่จะจดจำในความดีที่เราทำไว้เท่านั้น                       ดังนั้นเราทุกคนควรหันมาทำความดีและปฏิบัติหน้าที่ด้วยความรัก ความเข้าใจ ที่มีต่อผู้ป่วยที่เข้ามารับบริการและคนที่เรารักด้วยความรัก ความเอาใจใส่ และหลังจากเหตุการณ์วันนั้นมันทำให้ดิฉันรักในการทำงานมากขึ้นและสามารถเข้าใจถึงการบริการด้วยความรักและความเข้าใจ ในเมื่อผู้ป่วยเข้ามารับบริการเราต้องให้บริการให้ดีที่สุด และให้ความสะดวกสบายเหมือนอยู่ที่บ้านผู้ป่วยที่มารับบริการก็จะมีความสุขและความสุขนั้นก็จะได้ทั้งผู้มารับบริการและผู้ให้บริการด้วยเช่นกัน

(แป้ง IPD)

โพสท์ใน คลังเรื่องเล่า | แสดงความเห็น